Share
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เมื่อไม่นานมานี้ เทศบาลเมืองแพร่ได้ประกอบพิธีสืบชะตาศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลของชาวแพร่และร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า เสาหลักเมืองและศาลหลักเมืองแห่งนี้ ไม่ได้มีมาตั้งแต่เริ่มมีการสร้างเมืองแพร่ ตามธรรมเนียมการยกเสาหลักเมือง แต่เพิ่งสร้างเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา



การยกเสาหลักเมืองเป็นพิธีของศาสนาพราหมณ์ ทำก่อนจะสร้างเมือง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง โดยในประเทศไทย เชื่อว่าทำมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีเรื่องเล่ากันว่า พิธีสร้างเมืองต้องฝังอาถรรพ์ ๔ ประตูเมืองและเสาหลักเมือง คือ ต้องเอาคนมาฝังในหลุม เพื่อให้เฝ้าบ้านเมือง ซึ่ง จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ประธานชมรมสยามทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "เป็นเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ไม่มีบันทึกในพงศาวดาร ไม่น่าจะเป็นไปได้ คงจะเป็นเพียงเรื่องเล่ามาจากนิทานที่เล่าสืบต่อกันมา เหมือนกับการโล้ชิงช้าที่เล่ากันว่าพราหมณ์ตกลงมา ก็ฝังไว้ตรงเสาชิงช้า"

ในเมืองแพร่เองก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของชื่อประตูมารว่ามาจากการฝังคนท้องมานไว้ท่ี่ประตูนั้น แต่ในเรื่องเล่านั้น เรียกว่าพิธีเบิกประตูเวียง ตามความเชื่อว่าการสร้างเวียงใหม่ ต้องทำ "ประตูบาก" ไว้ประตูหนึ่ง โดยจะมีพิธีประหารผู้มีชะตาถึงฆาต เพื่อให้วิญญาณรักษาประตูแห่งนี้ไว้ ไม่ใช่การฝังอาถรรพ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวเกี่ยวกับชื่อของประตูด้านทิศใต้ของเวียงแพร่แห่งนี้ ก็มีการเสนอที่มาอื่นอีก เช่น คำว่า "มาร" คงหมายถึง สิ่งล้างผลาญคุณความดีเป็นมาร ๕ คือ กิเลสมาร, ขันฑมาร, เทวปุตตมาร, อภิสังขารมาร, มัจจุราชมาร และเทพประจำทิศใต้มีท้าววิรุฬหก (กุมภัณฑ์ จอมเทวดา) มหาราชเป็นผู้ปกครองและเป็นใหญ่ทางทิศใต้ ตามความเชื่อในเรื่อง "ต้าวทั้งสี่"   

หรืออีกด้านหนึ่ง มีการเสนอว่า "ประตูมาร" มาจากการเป็นประตูที่เป็นเส้นทางออกจากเวียงแพร่ มุ่งไปสู่เมืองมาน ซึ่งเป็นเมืองด่านด้านทิศใต้  



แต่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏว่า เมืองแพร่เมื่อครั้งสร้างเมืองจะมีการฝังเสาหลักเมืองเหมือนกรุงเทพฯ หรือเสาอินทขิลเหมือนอย่างเมืองเชียงใหม่

สำหรับศาลและเสาหลักเมืองแพร่ในปัจจุบันนี้ เดิมคือบริเวณของสะดือเมือง ซึ่งแต่ก่อนใช้ต้นโพธิ์ใหญ่และแผ่นศิลาจารึกการสร้างวัดศรีบุญเริงเป็นหลักเมือง จนกระทั่งในปี ๒๕๓๕ กระทรวงมหาดไทยมีนโยบายต้องการให้สร้างเสาหลักเมืองให้เป็นมาตรฐานขึ้นทั่วประเทศ ตามคติการสร้างเสาหลักเมืองที่กรุงเทพฯ เมืองแพร่จึงได้ขอพระราชทานไม้ยมหิน ต้นไม้ประจำจังหวัด จากเด่นชัย มาทำเป็นเสาหลักเมือง เมื่อปี ๒๕๓๖ ซึ่งในความคิดของคนรุ่นเก่าเห็นว่า การทำหลักเมืองให้ใหญ่โตนี้เป็นเพียงความเชื่อที่รัฐสร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยว และพ้องกับความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งที่เน้นเรื่องการบูชาหลักเมืองแบบเสาอินทขิล ที่มีต้นแบบมาจากเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่เมืองแพร่ไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนกับเชียงใหม่แต่อย่างใด 

------------------------

บรรณานุกรม

๑. ส.ปชส.แพร่. เทศบาลเมืองแพร่จัดพิธีสืบชะตาศาลหลักเมืองแพร่ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชาวจังหวัดแพร่. http://prlpn.prdnorth.in.th/ct/news/viewnews.php?ID=130501130406

๒. ผู้จัดการ Online. "ศาลหลักเมือง" ความศักดิ์สิทธิ์ในความแตกต่าง. http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000116429

๓. พระครูวิฑิตพิพัฒนาภรณ์. (๒๕๔๖). ตำนานการสร้างเมืองแพร่

๔. สุรัติ วังใน. การสร้างประตูเมืองแพร่. https://sites.google.com/site/thongtot/assignments/bthkhwammimichux-1

๕. ภูเดช แสนสา. "เมืองมาน" ด่านใต้เมืองนครแพร่. http://www.phraeobserver.com/2013/05/blog-post_7.html

๖. วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. "เมืองแพร่" โครงสร้างทางกายภาพของเมืองโบราณที่มีชีวิต. http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=811