Share
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

ข้อมูลจากศูนย์กลางวัฒนธรรม www.m-culture.in.th ระบุว่า ตั้งอยู่ในวัดแหลมลี่ บ้านหาดทรายคำ หมู่ที่ 9 ต.ปากกาง อ.ลอง จ.แพร่ เป็นโบราณสถานสำคัญที่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 71 ตอน 3 ลงวันที่ 5 มกราคม 2497 และต่อมา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504


ภายในวัด มีเจดีย์พระธาตุแหลมลี่ เป็นรูปแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสองกว้าง 7 เมตร สูง 10 เมตร ก่อด้วยอิฐหุ้มทองจังโก อยู่ในสภาพดี เนื่องจากมีการบูรณะ

อีกองค์คือ เจดีย์พระธาตุน้อย มีฐานเหลี่ยม องค์พระธาตุเจดีย์เป็นรูปแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ด้านบนเป็นรูปทรงระฆังคว่ำ เป็นศิลปะสมัยล้านนาตอนต้น ปัจจุบันอยู่ในสภาพทรุดโทรม


และโบสถ์ไม้ อายุไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ปี ก่อด้วยอิฐถือปูนไม่มีเสาด้านใน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดิน คันทวย (เท้าแขน) เป็นไม้แกะสลักรูปนาคและลายกนก เหนือ ประตูเป็นสังกะสีตอกเป็นลายกนก ตัวโบสถ์เป็นศิลปกรรมแบบล้านนาผสมพม่า

ส่วนความเป็นมานั้น ในเว็บไซต์ wungfon.com เขียนไว้ว่า เวียงพระธาตุแหลมลี่ ห่างจากเวียงลองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นเวียงที่มีลักษณะพิเศษ คือ ตั้งอยู่ “ดอนลี่เหลี้ยมแหลม” กลางแม่น้ำยมล้อมรอบเกือบเป็นเกาะกลางน้ำ และอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยม ซึ่งไม่ปรากฏการตั้งชุมชนก่อนต้นพุทธศตวรรษที่ 25 (ช่วงต้นพ.ศ.2400)

สาเหตุที่สร้างให้ไกลจากที่ตั้งชุมชน เพราะเป็นวัดอรัญวาสี (อรัญวาสีเป็นชื่อเรียกคณะสงฆ์โบราณคณะหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในป่าห่างชุมชน เรียกว่า คณะอรัญวาสี คู่กับ คณะคามวาสี ซึ่งตั้งวัดอยู่ในชุมชน ปัจจุบันหมายถึงภิกษุผู้อยู่ในป่าหรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า พระป่า ซึ่งมีกิจวัตรประจำวันเน้นหนักไปในทางวิปัสสนาธุระ คืออบรมจิต เจริญปัญญา นุ่งห่มด้วยผ้าสีปอนหรือสีกรัก มุ่งการปฏิบัติธรรมและการเผยแผ่เป็นหลัก ไม่เน้นงานด้านการบริหารปกครอง การศึกษาพระปริยัติธรรม และสาธารณูปการหรือการก่อสร้างพัฒนาวัด)

และเป็นเวียงพระธาตุของเมืองลอง ดังตำนานพระธาตุแหลมลี่กล่าวว่า สร้างเป็นเวียงมหาธาตุโดยใช้แม่น้ำยมเป็นคูน้ำ กำหนดให้ตัวเวียงยาว 700 วา กว้าง 500 วา


ภายในเวียงมีพระธาตุแหลมลี่เป็นพระมหาธาตุกลางเวียง พระธาตุน้อยปากถ้ำ(พระธาตุน้อย) และพระธาตุอีกองค์หนึ่งที่ปัจจุบันปรากฏเพียงซากฐานตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพระธาตุแหลมลี่เป็นพระธาตุบริวาร มีกำแพงแก้วก่อด้วยอิฐล้อมรอบพระธาตุแหลมลี่ อุโบสถ และวิหารหลวงเป็นเขตพุทธาวาส  ซึ่งวิหารหลวงเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้านอน "พระเจ้าเววาทะภาษีต์" และประดิษฐาน "พระเจ้าสิกขี" หรือ "พระเจ้าฝนแสนห่า" พระพุทธรูปประจำเวียงพระธาตแหลมลี่ และฆ้องหลวง

ฆ้องหลวงของเมืองลองลูกนี้ ใช้ตีแห่นำขบวนเรือเครื่องครัวทานทางแม่น้ำยมของแต่ละหัววัดในประเพณีขึ้น(ไหว้)พระธาตุแหลมลี่ ที่เรียกว่า "ล่องวัดใต้" "ล่องวัดเดือนหก" หรือ "ล่องสะเปา" ซึ่งชาวบ้านนาหลวงที่เป็นข้าวัดพระธาตุแหลมลี่ผู้รักษาฆ้องหลวง และเป็นกลุ่มที่ต้องตีฆ้องใบนี้แห่ครัวทานเข้าวัดก่อน ได้สั่งสืบลูกสืบหลานมาถึงปัจจุบันว่า

"แม่นว่าฆ้องหลวงเหลือแต่เศษเฟื้องก็หือตือ(ถือ)นำเรือครัวทานล่องน้ำแม่ยมเข้าวัดไปก่อน"

คติการสร้างเวียงพระธาตุแพร่หลายในล้านนา เช่น เวียงพระธาตุสวนดอกไม้ เมืองเชียงใหม่ เวียงพระธาตุลำปางหลวง เมืองลำปาง เวียงพระธาตุแช่แห้ง เมืองน่าน และเวียงพระธาตุจอมทอง เมืองพะเยา ฯลฯ

สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเป็นเวียงพระธาตุในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20-21 (พ.ศ.1901–2100)  เพื่อกำหนดเขตสังฆกรรมตามคตินทีสีมาที่กำลังแพร่หลายช่วงนี้ในอาณาจักรล้านนา


ทั้งนี้ในเว็บไซต์จังหวัดแพร่ www.phrae.go.th ระบุถึงประวัติความเป็นมาไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็ได้เสด็จมาแสดงธรรมชื่อว่า “สารัมมะจิตตะสูตร” และเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพานแล้วได้ 220 ปี ได้มีพระยาศรีธรรมาโศกมหาราช พร้อมด้วยพระสงฆ์ องค์อรหันต์ 400 องค์ ได้นำพระธาตุของพระพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ที่นั่น

นับตั้งแต่นั้นมา ราว พ.ศ.949 สมัยพระยาพรหมกุลี เป็นผู้ครองเมืองเววาภาษีต์ (อำเภอลอง) ในสมัยนั้น ร่วมกับเมืองอาลัยยะราโม มีพระยามินัยยะเป็นผู้ครองเมืองทุ่งยั้ง พระยาจังโกเป็นผู้ครองเมืองฝาง พระยาศิริสุทธะวังสาเป็นผู้ครองเมืองละโว้ (ลพบุรี) ได้เป็นสหายกันก็ได้มาสร้างพระธาตุแหลมลี่แห่งนี้

นอกจากนี้ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก กล่าวถึงพระธาตุแหลมลี่ในตอน พระพุทธเจ้าทำนายพระธาตุแหลมลี่ (ที่มา - www.buddhakhun.org/main//index.php?topic=8362.0) ไว้ว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าแห่งเราได้ตรัสรู้แล้ว วันนั้นพระพุทธเจ้าก็เทศนาโปรดสัตว์ ไปในทิศานุทิศ ทั้งหลาย ลำดับประเทศทั้งหลาย  บ้านใหญ่บ้านน้อย โดย พระอรหันต์เจ้าได้ 409 องค์ มีพระเรวตะเถระเจ้าเป็นต้น  พระพุทธเจ้าดำเนินมา  แค่เมืองอาลัยยะราโม  แค่จอมดอยเขาเจตคตและมาสังหะพระยาระมูกัณณะราช  ในชนบทชื่อว่า   เทพบูรี 


ในเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมานั้น  ก็ได้สั่งสอนแก่พระยาแล้ว  พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระเรวตะว่า  ดูราเรวตะ  ในอนาคตกาลภายหน้า สถานที่นี้เศษธาตุเราคถาคตจักมาตั้งอยู่  เมื่อเรานิพพานแล้ว  พระพุทธเจ้าตรัสทำนายที่นั้นแล้ว  พระพุทธเจ้าก็เสด็จขึ้นอยู่เหนือดอยปูตั๊บที่นั้นแล้ว ก็เสวยมะม่วงหอมแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ทั้งหลายว่าดั่งนี้แล  ในที่นี่เศษธาตุเราตถาคตจักมาตั้งอยู๋ในที่นี้แลพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์  จึงขึ้นมาถึง "ดอยลี่เลี้ยมแหลม"  วันนั้นแล

เมื่อนั้นยังมีพระยาตนหนึ่ง  ชื่อว่า  "สมาทะ"  เป็นใหญ่แก่ชาวเมือง เววาทภาษีต์ทั้งหลาย  คือเป็นใหญ่แก่ชาวเมืองลอง  และ "พระยาสมถะ" ตนนั้นก็ทำไร่ฝ้าย  ในดอยลี่เลี้ยมแหลม  ที่นั้นก็ได้เห็นพระพุทธเจ้า  นั่งอยู่กับด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย      พระยาก็ยินดีมาก  ก็ได้เอาถั่วงา เต้าแตง  มาถวายเป็นทานแก่พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  แล้วพระยาก็ได้ฟังธรรมรักษาศีล เป็นเวลาเจ็ดวันในวันถ้วนแปดนั้น  พระพุทธเจ้าก็ได้เสวยภัตตหารอยู่นั้น  ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์


เมื่อนั้นพระเรวตเถระเจ้าก็ได้ทูลถามเหตุที่พระพุทธเจ้า  แย้มพระโอษฐ์นั้นว่า  ภันเต  ภะคะวา  ข้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า จักเป็นเหตุอันใด อันแย้มพระโอษฐ์  แห่งพระพุทธเจ้าในครั้งนี้  ขออาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าจงบอกเหตุแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด 

พระพุทธเจ้า จึงตรัสอันนั้นว่า  ดูราเรวตะ เกาะอันนี้ประเสริฐนักแล มีน้ำแวดล้อมไปเหมือนสระอโนดาต ดอนอันนี้จักเป็นมหานครอันใหญ่ ในอนาคตแล้ว คนทั้งหลายจักมาอยู่ที่นี่มากกวาหมื่นกว่าแสนเมื่อหน้าแล   ส่วนเทวดาและพระอรหันต์ทั้งหลายและท้าวพระยา  ก็จัดเอาเศษธาตุของเราตถาคต  เมื่อนิพพานไปแล้ว  ๒๐๐  กว่าปีมาตั้งไว้นี้แล 

ที่นี้เป็นที่อุดมยิ่งนัก  เป็นที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายมาเทศนาธรรมชื่อว่า  "สารัมมะจิตตสูตร"  แห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แล 

ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้ที่นี่ทุกคนเถิด เมื่อพระพุทธเจ้ากะกุสันทะก็ดี  เมื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมนะก็ดี เมื่อพระพุทธเจ้ากัสปะก็ดี เมื่อพระพุทธเจ้าตนชื่อว่าอริยเมตตตรัย  จักมาตรัสในอนาคตกาลภายหน้าก็ดี

ก็จะมาเทศนาธรรมชื่อว่า  สารัมมะจิตตะสูตร  ตามประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย..

-----------------------------

แผนที่วัดพระธาตุแหลมลี่


View วัดพระธาตุแหลมลี่ in a larger map